ประวัติวัดใหญ่

ประวัติวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร

        "วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร" วัดซึ่งปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่  ๘      (จารึกเขาสุมนกูฎ) ว่าพญาลิไท " ปุพระมหาธาตุ  ปลูกพระศรีมหาโพธิ" ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่คุ้นเคยและมักเรียกขานกันว่า  "วัดใหญ่" จนติดปาก เป็นพระประธานองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานในวิหารคือ     "พระพุทธชินราช" ชาวเมืองพิษณุโลกนิยมเรียกกันอย่างสนิทคุ้นเคยว่า "หลวงพ่อใหญ่" ตามไปด้วย วัดใหญ่นับว่าเป็น พระอารามหลวงที่สำคัญของจังหวัดพิษณุโลก เพราะเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพิษณุโลกและชาวไทยทั้งประเทศ วัดพระศรีฯ หรือวัดใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก ตรงข้ามกับศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันนี้วัดพระศรีฯ หรือวัดใหญ่ เป็นวัดชั้นเอก "วรมหาวิหาร" สร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย หรือพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกมาสร้างเมืองสองแคว ในปี พ.ศ.๑๙๐๐ พร้อมกับสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุในปีเดียวกัน     วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธบูชา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๓๖ ไร่ ๒ งาน ๕๔ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับบ้านประตูมอญ ทิศใต้ติดต่อกับถนนจ่าการบุญ ทิศตะวันออกติดต่อกับถนนเอกาทศรถ ทิศตะวันตกติดต่อกับถนนพุทธบูชาและแม่น้ำน่าน

       วัดพระศรีรัตนมหาธาตุนี้   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ  รัชกาลที่ ๖   ทรงพระกรุณาโปรดให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกมหาวิหาร   เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘   เป็นคู่กับ       วัดพระมหาธาตุ   จังหวัดนครศรีอยุธยา

       ตั้งแต่สมัยโบราณจนปัจจุบัน วัดที่สำคัญ ๆ ในประเทศไทยจะต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งประดิษฐานไว้ นั่นคือ พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าและของพระสาวกบรรจุไว้ในพระสถูปเจดีย์ เหตุนี้พระสถูปเจดีย์จึงมีชื่อว่า ธาตุ พระธาตุ หรือ พระมหาธาตุ วัดสำคัญบางวัดอาจมีเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุหลายองค์ เพราะมีการสร้างขึ้นเพิ่มเติมต่อมาในภายหลัง แต่วัดเหล่านี้ก็หาได้มีชื่อเรียกอย่างเต็มที่ว่า    วัดมหาธาตุ หรือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

       คำว่าวัดมหาธาตุปรากฏมีในเอกสารสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีสมัยกรุงสุโขทัยยังเป็นอิสระคือ ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ขึ้นไป ไม่ปรากฏมีชื่อนี้แม้แต่คำว่าวัดเองก็หาปรากฏไม่ มีแต่ใช้คำว่า อาราม เป็นสำคัญ แต่ว่ามี การสร้างพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุมากมาย วัดใดมีพระมหากษัตริย์ทรงสร้างจะต้องมีพระเจดีย์มหาธาตุทั้งสิ้น จารึกสุโขทัยสมัยแรกๆ โดยเฉพาะหลักที่ ๒ กล่าวถึงรัชกาลของพ่อขุนศรีนาวนัมถมพระมหากษัตริย์สุโขทัยสมัยนั้นราชวงศ์พระร่วงว่า “....ที่ก่อนั้นพระทันตธาตุสุคนธเจดีย์มิสาม....นั้น.....ในนครสระหลวงสองแคว ปู่ชื่อพระยาศรีนาวนัมถม...เป็นพ่อ..สร้างในนครสองอัน อันหนึ่งชื่อนครสุโขทัย อันหนึ่งชื่อนครศรีสัชนาลัย..”

       ข้อความในศิลาจารึกที่กล่าวมานี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจดีย์บรมธาตุ  กับเมืองสำคัญที่เรียกว่านครด้วย คือ นครสระหลวง และ สองแควในกลุ่มแม่น้ำน่าน และนครสุโขทัย ศรีสัชนาลัยในลุ่มแม่น้ำยม พอสรุปได้ว่าเมืองสำคัญที่อยู่ในระดับนครในสมัยแรก ๆ ของกรุงสุโขทัยมี  ๔ นคร ตามที่กล่าวมานี้ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ กล่าวถึงพ่อขุนรามคำแหงทรงจารึกไว้ที่พระเจดีย์มหาธาตุ “จารึกอันหนึ่งมีในเมืองเชลียง สถาบกไว้ด้วยพระศรีรัตนธาตุ” แสดงให้เห็นว่า เมืองเชลียงซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีโดยเฉพาะศิลปกรรมแบบลพบุรี ที่แสดงให้เห็นว่ามีอายุมาก่อนสมัยราชวงศ์พระร่วง    นั้น  ก็มีพระเจดีย์มหาธาตุเป็นหลักของนครอยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้นพ่อขุนรามคำแหงเองยังทรงสถาปนา พระบรมธาตุขึ้น ณ เมืองศรีสัชนาลัยอีกด้วย ดังมีข้อความว่า

       “ พ่อขุนรามคำแหง ลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นขุนในเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัย ทั้งมากาวลาวและไทย เมืองไต้หล้าฟ้า...ไทย ชาวอูชาวของมาออก ๑๒๐๗ ศกปีกุน ให้ขุดเอาพระธาตุออกทั้งหลายเห็นกระทำบูชาบำเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน จึงเอาลงฝังในกลางเมืองศรีสัชนาลัย      ก่อพระเจดีย์  เหนือหกเข้าจึงแล้ว ตั้งเวียงผาล้อมพระธาตุสามเข้าจึงแล้ว”

       เท่าที่กล่าวมานี้ก็คงเห็นว่า ตั้งแต่รัชกาลของพ่อขุนศรีนาวนัมถมมาจนถึงพ่อขุนรามคำแหง มีประเพณีในการสร้างพระสถูปบรรจุพระบรมธาตุกลางเมืองสำคัญที่เป็นนคร เป็นสิ่งที่พระมหา กษัตริย์ทุกพระองค์จะต้องทรงบำรุงรักษา ถ้าหากชำรุดลงมีอาจมีการบูรณะหรือสร้างขึ้นใหม่ ดังเช่นข้อความที่กล่าวว่า พ่อขุนรามคำแหงโปรดให้ขุดพระธาตุขึ้นมาบูชาและสร้างพระสถูปใหม่ที่เมืองศรีสัชนาลัย เป็นต้น อันการสร้างพระเจดีย์บรมธาตุนี้มิได้สร้างขึ้นอย่างโดด ๆ หากแวดล้อมไปด้วยกลุ่มของอาคารต่าง ๆ  ได้แก่พระเจดีย์ราย พระวิหาร โบสถ์ ในลักษณะที่เป็นวัดนั้นเอง นครใดที่มีอายุยืนนาน ก็จะมีวัดกลางเมืองที่สร้างติดต่อกันเป็นแนวยาวมากมายในด้วยสถูปเจดีย์ และวิหาร ดังเห็นได้จากวัดกลางเมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองกำแพงเพชร เป็นต้น การสร้างพระบรมธาตุและวัดขึ้นกลางนครของชาวสุโขทัยในอดีตนั้น ยังไม่พบหลักฐานแน่นอนว่าเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่ด้วยหรือเปล่า เพราะถึงแม้ว่าจะพบพระวิหารและโบสถ์ก็ตาม อาคารเหล่านี้อาจใช้เฉพาะในเวลามีพระราชพิธีทางศาสนาที่เกี่ยวข้อง  ก็ได้ ในยามปรกติอาจจะไม่มีพระอยู่ ถ้าหากไม่มีพระอยู่ก็อาจจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียง หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหาธาตุกับคณะสงฆ์เท่าที่มีอยู่ขณะนี้ พบที่เมืองนครศรีธรรมราชกับเมืองลำพูน ทั้งสองเมืองเป็นนครหลวงของรัฐอิสระที่มีมาก่อนกรุงสุโขทัยมี     พระเจดีย์มหาธาตุสถิตเป็นหลักอยู่กลางนครเช่นกัน มีตำนานพงศาวดารระบุว่า พระบรมธาตุนี้มีคณะสงฆ์เฝ้าพิทักษ์ถึงสี่คณะด้วยกัน ดังตัวอย่างเช่นเมืองนครศรีธรรมราช มี

        ๑.พระสงฆ์ราชาคณะกาแก้ว หัวหน้าสมณศักดิ์เป็นที่พระครูกาแก้วรักษาด้านตะวันออก

        ๒.พระสงฆ์ราชาคณะกาชาติ หัวหน้าสมณศักดิ์เป็นที่พระครูกาชาติ รักษาด้านตะวันตก

        ๓.พระสงฆ์ราชากาเดิม หัวหน้ามีสมณศักดิ์เป็นที่พระครูกาเดิม รักษาด้านเหนือ

        ๔.พระสงฆ์ราชาคณะการาม หัวหน้ามีสมณศักดิ์เป็นที่พระครูการามรักษาด้านใต้

       บรรดานครอื่นๆ โดยเฉพาะของกรุงสุโขทัย ก็คงมีคณะสงฆ์และพระราชาคณะสี่คณะทำหน้าที่รักษาดูแลพระมหาธาตุเช่นเดียวกัน เมืองนครศรีธรรมราช และเมืองลำพูน เพราะบรรดานครเหล่านี้ ทั้งเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัย ต่างก็มีซากวัดเก่าอยู่รอบ ๆ องค์พระมหาธาตุ ซากวัดเหล่านี้คงมีทั้งบริเวณที่เป็นพุทธาวาสและสังฆาวาส ส่วนบริเวณที่เป็นที่ตั้งของพระเจดีย์มหาธาตุนั้น คงเป็นแต่เพียงพุทธาวาสอย่างเดียว  ซึ่งนอกจากพระมหาสถูปที่บรรจุพระบรมธาตุแล้วก็ดี มีพระเจดีย์อื่น ๆ ซึ่งพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้า ของพระสาวกหรือเป็นที่บรรจุอัฐิของกษัตริย์หรือเจ้านายที่ล่วงลับไปแล้ว นอกนั้นก็มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่น้อยตามวิหารต่าง ๆ     และต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นสำคัญ ตลอดจนการสร้างพระพุทธรูปนั้นมีระบุอยู่ในศิลาจารึกหลักที่      ๓   ของกรุงสุโขทัย ซึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทยทรงสร้างขึ้นครั้งสถาปนาพระศรีรัตนมหาธาตุที่เมืองนครชุมว่า

       “...ธาตุพระเป็นเจ้าที่นี่ก็ดี   แห่งอื่นก็ดียังคงเลย เมื่อปีอันจักสิ้นศาสนาพระพุทธเป็นเจ้าที่   สุดทั้งหลายอัน ปีชวดเดือนหกบูรณมีวันเสาร์วันไทยวันรายสิน ไพสาขฤกษ์ เมื่อถึงวันดังนั้น แต่ พระธาตุทั้งหลายอันมีในแผ่นดินนี้ก็ดี ในเทพโลกก็ดี ในนาคโลกก็ดี เหาะไปกลางหาว และไปประชุมกันในลังกาทวีป เข้าอยู่ในกลางรัตนมาลิกมหาสถูป แล้วจึงเหาะไปอยู่ในต้นพระศรีมหาโพธิ  ที่พระพุทธเป็นเจ้าตรัสแก่สรรเพชญตญาณเป็นพระพุทธ เมื่อก่อนอันจึงจักกาลไฟไหม้พระธาตุทั้งอันสิ้น และเปลวพุ่งขึ้นดังพรหมโลก ศาสนาพุทธจักสิ้นในวันดังกล่าวอัน และแต่นั้นเมื่อหน้าฝูงคนอันจักรู้บุญธรรมหามิได้หลายเลย ย่อมจักกระทำบาปกรรม และจักเอาตนไปเกิดในนรกไซร้ แต่นี้เมื่อหน้าฝูงสาธุสัตบุรุษทั้งหลายรุ่งเริงกระทำบุญธรรมในศาสนาพระพุทธ เมื่อยังมีเท่าวัน ชั่วเราบัดนี้ มีบุญหนักหนาจึงจักได้มาเกิดทันศาสนาพระเป็นเจ้าไซร้ จงทั้งหลายหมั่นกระทำบูชาพระสถูปเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ์ อันเสมอดังตนพระเจ้าเรา...”

       ความสำคัญของการสร้างพระเจดีย์มหาธาตุและการปลูกพระศรีมหาโพธิขึ้นกลางนครดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำให้นครมีความสมบูรณ์ในทางจิตใจแก่ประชาชน เป็นการสร้าง นครให้มีฐานะเป็นจักรวาลในตัวเองโดยมีพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นศูนย์กลาง ความรู้สึกเช่นนี้มีแสดงให้เห็นในวรรณกรรมของลานนาและอยุธยาในสมัยหลัง ๆ ลงมา ดังตัวอย่างเช่นในนิราศหริภัญชัยมีข้อความว่า

                            “มหาชินธาตุเจ้า                     จอมจักร

                        เป็นปิ่นทศลักษณ์                        เลิศหล้า

                        เลงแลมีใครถัก                           เทียมแทก        ใดเลย

                        เทาดิวางหว้ายฟ้า                        ฝากด้าวดาวดึงส์

      

        ในโครงกำศรวลศรีปราชญ์ กล่าวว่า

                            “พรายพรายพระธาตุเจ้า            จยรจนนทร      แจ่มแฮ

                        ไตรโลกยเลงคือโคม                      ค่ำเข้า

                        พิหารเบียงบรร                          รุจิเรข            เรืองแฮ

                        ทุกแห่งห้องพระเจ้า                      นงเนือง ฯ

        การสร้างพุทธาวาสขึ้นกลางนครโดยมีพระมหาธาตุเจดีย์เป็นประธานนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อใดยังไม่ทราบแน่นอน    แต่เท่าที่พบการกล่าวถึงในตำนานนั้น ที่เก่าที่สุดเห็นจะเป็นตำนานชินกาลมาลีปกรณ์   และมูลศาสนา  ที่กล่าวถึงพระเจ้าอาทิตยราช   พระมหากษัตริย์องค์ที่สามสิบของนครหริภุญชัย     ได้ทรงสถาปนาพระมหาธาตุหริภุญชัยขึ้นกลางนคร พระบรมธาตุองค์นี้จึงเป็นที่นับถือกันทั่วไปว่า เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ และคงเป็นต้นเค้าของการสร้างพระมหาธาตุหริภุญชัยที่สร้างขึ้นในรัชกาลของ  พระเจ้าอาทิตยราชนี้ พอคาดคะเนจากลำดับรัชกาลของพระมหากษัตริย์ที่ครองหริภุญชัย ตั้งแต่ต้นมาได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่อาณาจักรกัมพูชากำลังรุ่งเรืองอยู่ทางตอนใต้ พวกขอมนิยมการสร้างปราสาทขึ้นกลางพระนครในลักษณะที่เป็นเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แนวความคิดเช่นนี้อาจจะผ่านขึ้นมายังหริภุญชัย และทำให้พระเจ้าอาทิตยราชทรงนำมาใช้ในการสร้างพระมหาธาตุขึ้นกลางเมืองก็ได้ คติการสร้างพระบรมธาตุเป็นหลักของนครนี้ จึงแพร่หลายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ ลงมานครสำคัญ ๆ ในภาคกลางตั้งแต่ลพบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี  และราชบุรี ล้วนมีการสร้างพระมหาธาตุขึ้นกลางนครทั้งสิ้น

       วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองพิษณุโลกก็คงเป็นเช่นเดียวกันกับบรรดานครทั้งหลายของ   กรุงสุโขทัยและของรัฐต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง แต่เดิมสมัยที่เมืองพิษณุโลกยังเป็นเมืองสองแควอยู่นั้น     พระมหาธาตุเจดีย์และบริเวณที่เป็นพุทธาวาส คงสร้างขึ้นครั้งแรกในรัชกาลของพ่อขุนศรีนาวนัมถม เพราะมีกล่าวถึงในศิลาจารึกหลักที่สองของสมเด็จพระมหาเถรศรีศัรัทธาราชจุฬามนี ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนผาเมือง นครสองแควคงเป็นเมืองสำคัญของลุ่มแม่น้ำน่านที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์ผาเมือง ครั้งถึงรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหง เมืองนี้ก็ถูกรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสุโขทัย จึงปรากฏในศิลาจารึกที่หนึ่งว่า “ปราบเบื้องตะวันออก รอดสระหลวง สองแคว     ลุมบาจายสคาเท้าพิง ของ.........”

       พอหลังรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหงแล้วบ้านเมืองแตกแยก เมืองสระหลวง สองแควคงเป็นอิสระขึ้น จนกระทั่งรัชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย จึงได้มีการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น ภายใต้การปกครองที่มีเมืองสุโขทัยเป็นเมืองหลวงอีกวาระหนึ่ง ศิลาจารึกหลักที่ ๘ กล่าวว่า

       “...พระยาศรีสูรยพงศมหาธรรมราชาธิราช เอาผลไปปราบยังน้ำ...บุรีได้สิ้น ได้ทั้งยังตะวันออกเขต...ยังพระสักรอดสิ้น จึงไปอยู่ในเมืองสองแคว ปุพระมหาธาตุ ปลูกพระศรีมหาโพธิศรีขา......”

       แสดงให้เห็นว่าในรัชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทยนั้น พระองค์ได้เสด็จมาปกครองอยู่ ณ เมืองสองแควในระยะเวลาหนึ่ง ได้ทรงสร้างพระบรมธาตุและปลูกต้นศรีมหาโพธิให้เป็นหลัก ของนครนี้ พระบรมธาตุที่สร้างใหม่นี้ก็คงเป็นพระสถูปทรงดอกบัวที่สร้างทับลงไปบนพระสถูปเดิมที่มีมาก่อนแต่สมัยของพ่อขุนศรีนาวนัมถม เช่นเดียวกันกับที่เมืองสุโขทัยที่มีการสร้างพระเจดีย์ทรงดอกบัวทับลงไปบนพระเจดีย์ที่ก่อด้วยศิลา และที่เป็นพระบรมธาตุแต่เดิมนั้นเอง เพราะสมัยนี้นิยมการสร้าง พระเจดีย์ทรงดอกบัวเป็นเอกลักษณ์ของแคว้นสุโขทัย นอกจากก่อพระบรมธาตุและปลูกต้น  พระศรีมหาโพธิแล้ว คงได้มีการก่อพระวิหารและพระพุทธรูปประธานที่เป็นพระอัฏฐารศด้วย อารามอันเป็นที่ตั้งพระศรีรัตนมหาธาตุในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย คงหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเดียวกันกับบรรดาวัดต่าง ๆ สมัยกรุงสุโขทัย ดังเห็นได้จากการหันพระพักต์ของพระอัฏฐารศที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน นครสองแควในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย ก็คงไม่ใช่เมืองอกแตกโดยมีตัวเมืองอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำน่านในปัจจุบัน คงตั้งอยู่เฉพาะฝั่งตะวันออกที่มีอารามพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นศูนย์กลาง มีลำแม่น้ำน่านเป็นคูเมืองด้านตะวันตก และมีลำน้ำแควน้อยเก่าไหลผ่านทางตะวันออก เหตุนี้จึงได้ชื่อว่า นครสองแคว เพราะตั้งอยู่ระหว่างลำน้ำน่านและแควน้อย

       หลังรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย นครสองแควก็กลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการเมืองขึ้นมาแทนสุโขทัย เพราะพระมหากษัตริย์สุโขทัยสมัยหลังลงมา ได้ย้ายมาประทับอยู่ ณ เมืองนี้แทนสุโขทัย ทั้งนี้เพราะเมืองสองแควตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมดีกว่าทางสุโขทัย     อีกทั้งเมื่อเกิดศึกสงครามกับทางกรุงศรีอยุธยาแล้ว ที่สู้ไม่ได้ก็อาจหนีขึ้นไปทางเมืองเหนือ เช่นทางแพร่ น่าน และเชียงรายได้ง่ายกว่า ในระยะนี้เองที่ทางสุโขทัยมีความสัมพันธ์กับบ้านเมืองทางเหนือ มากกว่าสมัยใด ๆ ศิลาจารึกสุโขทัยที่พบที่วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัยกล่าวถึงการกระทำสารบาญระหว่างปู่หลาน ซึ่งหมายถึง กษัตริย์ทางเมืองเหนือกับทางสุโขทัยย่อมเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ ดังกล่าวนี้ได้ดี ความสัมพันธ์ในระยะนี้เองที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเกิดตัวท่าน เรื่องพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก    สร้างพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ขึ้นที่เมืองพิษณุโลก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุคงได้รับการฟื้นฟูให้เป็นวัดสำคัญของบ้านเมือง และขณะเดียวกันก็มีการหล่อพระพุทธรูปสำคัญดังกล่าวขึ้น เป็น     พระประธานที่สำคัญของวัด คงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างรัชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ ๓ และสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ ๔ ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของสุโขทัย เรื่องราวที่กล่าวถึง     พระพุทธชินราชไม่ปรากฏในศิลาจารึกของสุโขทัย แต่มีกล่าวในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า ในรัชกาลสมเด็จพระราเมศวร ใน พ.ศ. ๑๙๒๗ ได้ยกกองทัพไปตีเมืองเหนือ ตอนเสด็จกลับยกกองทัพผ่านมาทางเมืองพิษณุโลก (ซึ่งในวันเวลานั้นยังคงเรียกสองแควหรือชัยนาทบุรีอยู่) ได้เสด็จเข้าไปนมัสการ พระพุทธชินราชเปลื้องเครื่องต้นทำสักการบูชาสมโภช ๗ วัน

       เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ ๔ สวรรคตลง ทางกรุงสุโขทัยว่างกษัตริย์ สมเด็จพระ     นครรินทราชาธิราชจึงทรงแต่งตั้งให้เจ้าสามพระยาราชโอรสซึ่งทรงอภิเษกกับพระราชธิดาของกษัตริย์ทางสุโขทัย ขึ้นไปปกครองเมืองสองแควหรือที่เรียกว่าชัยนาทบุรีแทน เมืองสองแควก็กลายเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงศรีอยุธยา เมื่อเจ้าสามพระยาได้ครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยาเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒    แล้ว ได้โปรดให้สมเด็จพระราเมศวร ราชโอรสขึ้นมาครองเมืองสองแควหรือชัยนาท ในฐานะเมืองลูกหลวงแทน ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพระราชหัตถเลขาระบุว่า เมื่อสมเด็จพระราเมศวรเสด็จขึ้นไปเมืองสองแควนั้น “น้ำพระเนตรพระพุทธเจ้าชินราชตกออกเป็นโลหิต” คงแสดงให้เห็นถึงลางร้ายที่จะเกิดขึ้นภายหลังเมื่อสมเด็จพระราเมศวรขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จ     พระบรมไตรโลกนาถ และเกิดการขัดแย้งกับพระยายุทธิศฐิร   

ซึ่งเป็นพระญาติทางฝ่าย  พระราชมารดา จนพระยายุทชิศฐิรหนีไปพึ่งพระเจ้าตีโลกราช แห่งลานนา นำกองทัพลานนามาตีสองแคว จนทำให้เกิดสงครามยืดเยื้อระหว่างกรุงศรีอยุธยาและลานนาเป็นเวลาหลายปี

       สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ พระมหากษัตริย์ทางฝ่ายอยุธยาให้ความสำคัญแก่    พระพุทธชินราช มากกว่าพระบรมธาตุ จึงได้มีการจดบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารตามที่กล่าวมาแล้ว ครั้นถึงรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เกิดสงครามกับทางลานนาอันเนื่องมาจาก    พระยายุทธิศฐิระหนีไปเข้าด้วยพระเจ้าติโลกราช และนำกองทัพลานนาเข้ามารุกราน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ต้องเสด็จขึ้นไปครองเมืองสองแควหรือเมืองชัยนาทเพื่อต้านทานการบุกรุกของลานนา    ในระยะนี้ได้มีการสร้างเมืองใหม่ คือขยายเมืองสองแควหรือชัยนาทบุรี ให้เป็นเมืองอกแตกคลุมทั้งสองฝั่งแม่น้ำน่าน แต่เดิมตัวเมืองอยู่ ทางฝั่งตะวันออก น้ำเซาะฝั่งทะลายลงมากในสมัยนี้จึงหันมาขยายเขตเมืองทางฝั่งตะวันตกแทน พระราชวังและบ้านเรือนขุนนางข้าราชการส่วนใหญ่ ย้ายมาตั้งทางฝั่งตะวันตกหมด ส่วนทางฝั่งตะวันออกคงเป็นเขตวัดอันมีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เป็นประธานดังเดิมเมืองที่สร้างและขยายใหม่นี้ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองพิษณุโลกเพื่อให้สมศักดิ์ศรีของการเป็นราชธานีทางฝ่ายเหนือ ชื่อเมืองพิษณุโลกปรากฏอยู่ในลิลิตยวนพ้ายว่า

                                “ปางส้างอาวาสแล้ว             ฤาแสดง

                            คือพุทไธสวรรยหมาย                ชื่อชี้

                            ปางกกลกำแพงพระ                 พิษณุโลกย        แล้วแฮ

                            อยู่ข่างพระเจ้าฟี้                     เฟื่องมร

       สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถทรงสร้างวัดที่เมืองพิษณุโลก ๒ วัด คือ วัดจุฬามณี   ในพ.ศ. ๒๐๐๗ ซึ่งเป็นวัดที่พระองค์เสด็จออกผนวชและใน พ.ศ. ๒๐๒๕  ก็สร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุขึ้นในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ กล่าวว่า “ท่านให้เล่นการมหรศพ ๑๕ วัน ฉลองพระศรีรัตนมหาธาตุ แล้วจึงพระราชนิพนธ์มหาชาติคำหลวงจบบริบูรณ์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุและมีงานฉลองนี้ ก็คือการเปลี่ยนแปลงวัดเดิมที่มีมาแต่สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย         ซึ่งหันหน้าไปทางตะวันออก ให้หันหน้าลงแม่น้ำ อันเป็นคติการสร้างวัดของคนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเพื่อความเหมาะสมกับสภาพเมืองใหม่ที่มีแม่น้ำผ่ากลาง พระเจดีย์บรมธาตุองค์เดิมซึ่งคงเป็นทรงดอกบัวก็ถูกปฏิสังขรณ์ใหม่ให้เป็นพระปรางค์ มีการก่อระเบียงคดล้อมและมีวิหารทิศ โดยให้ความสำคัญแก่วิหาร ทิศตะวันตกซึ่งใช้เป็นที่ประดิษฐาน   พระพุทธชินราชมากกว่าสิ่งใด ๆ จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็น วัดพระพุทธชินราช  มากกว่าที่จะเป็น   วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ